มะฮฺดีย์ในอัล-กุรอาน

โองการที่ ๒ - ๓ - ๖๐ - ๑๒๔ - ๑๓๓ - ๑๔๘ - ๑๕๕ - ๒๖๑ - ๒๘๕

ذَلِكَ الْكِتَابُ لاَ رَيْبَ فِيهِ هُدًى لِّلْمُتَّقِينَ

الَّذِينَ يُؤْمِنُونَ بِالْغَيْبِ وَيُقِيمُونَ الصَّلوةَ وَمِمَّا رَزَقْنَاهُمْ يُنفِقُونَ

คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใด ๆ ในนั้น เป็นคำแนะนำสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น (๒)

คือบรรดาผู้ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับและดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขานั้น พวกเขาก็บริจาค (๓)

บรรดาผู้ยำเกรง (มุตตะกีน) บ่งชี้ถึงชีอะฺฮฺของท่านอิมีรุลมุอฺมินีน (อ.)

ส่วนคำว่า เร้นลับ (อัล ฆัยบฺ) หมายถึงท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) [ ๑]

فَانفَجَرَتْ مِنْهُ اثْنَتَا عَشْرَةَ عَيْناً قَدْ عَلِمَ كُلُّ أُنَاسٍ مَّشْرَبَهُمْ كُلُواْ وَاشْرَبُواْ مِن رِّزْقِ اللَّهِ وَلاَ تَعْثَوْاْ فِي الأَرْضِ مُفْسِدِينَ

เจ้าจงฟาดหินด้วยไม้เท้า แล้วตาน้ำสิบสองตาก็พุ่งออกจากหินนั้น แน่นอนกลุ่มชนแต่ละกลุ่มย่อมรู้แหล่งน้ำดื่มของตน พวกเจ้าจงกินและจงดื่มจากปัจจัยยังชีพของอัลลอฮฺ และจงอย่าก่อกวนในผืนแผ่นดิน ในฐานะผู้บ่อนทำลาย (๖๐)

ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวกับท่านญาาบิร ซึ่งเป็นฮะดีซที่มีความยาวว่า

فالائمة يا جابر اثنا عشر اماما اولهم على ابن ابى طالب و آخرهم القائم صلوات اللّه

โอ้ญาบิรเอ๋ย   อะอิมมะฮฺหรืออิมามผู้บริสุทธิ์ ๑๒ ท่าน คนแรกคืออะลี บุตรของอบูฏอลิบ ส่วนคนสุทท้ายคือกออิม (มะฺฮฺดียฺ) (ขออัลลอฮฺ ทรงประสาทพรแก่พวกเขา) [ ๒]

وَإِذِ ابْتَلَى إِبْرَاهِيمَ رَبُّهُ بِكَلِمَاتٍ فَأَتَمَّهُنَّ قَالَ إِنِّي جَاعِلُكَ لِلنَّاسِ إِمَامًا

และจงรำลึกถึง ขณะที่พระผู้อภิบาลของอิบรอฮีมได้ทดสอบเขา ด้วยพระบัญชาบางประการแล้วเขาก็ได้สนองตามพระบัญชานั้นโดยครบถ้วน พระองค์ตรัสว่าแท้จริงข้าจะให้เจ้าเป็นผู้นำ (อิมาม) มนุษย์ชาติ (๑๒๔)

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวกับท่านมุฟัฎฎ้อล บิน อุมัร เกี่ยวกับพระบัญชาของอัลลอฮฺ (ซบ.) ที่ว่า และเราได้ทดสอบเขา (ฟะอะตัมมะฮุนนะ) คำ ๆ นี้ได้บ่งชี้ถึงอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) ซึ่งอัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ประทานอิมามะฮฺครบสมบูรณ์ทั้ง ๑๒ ท่าน  โดยสิ้นสุดที่อิมามมะฮฺดียฺ ซึ่ง ๙ ท่านเป็นบุตรที่สืบเชื้อสายมาจากท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ทั้งสิ้น [ ๓]

قَالُواْ نَعْبُدُ إِلَهَكَ وَإِلَهَ آبَائِكَ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَقَ إِلَهًا وَاحِدًا وَنَحْنُ لَهُ مُسْلِمُونَ

พวกเขากล่าวว่า พวกเราจะเคารพสักการะพระเจ้าของท่าน และพระเจ้าแห่งบรรดาบิดาของท่าน  อิบรอฮีม อิสมาอีล และอิสฮาก แต่เพียงองค์เดียวและพวกเราจะเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์เท่านั้น (๑๓๓)

ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า โองการข้างต้นที่กล่าวว่า (พวกเราจะเคารพสักการะพระเจ้าของท่าน) จนสิ้นโองการเป็นเรื่องราวเกียวกับอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) หมายถึงวันที่ท่านอิมามมะฮฺดียฺปรากฏกาย ประชาชนและบุตรหลานของเขาจะพูดเหมือนกันว่า พวกเราจะเคารพสักการะพระเจ้าของท่าน และพระเจ้าแห่งบรรดาบิดาของท่าน  อิบรอฮีม อิสมาอีล และอิสฮาก [ ๔]

فَاسْتَبِقُواْ الْخَيْرَاتِ أَيْنَ مَا تَكُونُواْ يَأْتِ بِكُمُ اللّهُ جَمِيعًا إِنَّ اللّهَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ  

ดังนั้นพวกเจ้าจงแข่งขันความดีทั้งหลาย ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าปรากฏอยู่อัลลอฮฺก็จะทรงนำพวกเจ้ามาทั้งหมด แท้จริงอัลลอฮฺทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง (๑๔๘)

ท่านอิมามซอดิก (อ.) กล่าวถึงโองการข้างต้นว่า อัซฮาบของท่านอิมามมะฮฺดียฺมึ ๓๐๐ คน อาจมีเพื่อเหลือเพื่อขาดอีก ๑๐ คน ขอสาบานด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺว่าในวันนั้นประชาชาติจำนวนหนึ่งจะมารวมกันภายใน ๑ ชั่วโมง เสมือนการรวมกลุ่มกันของก้อนเมฆในฤดูใบไม้ร่วง [ ๕]

كَمَثَلِ حَبَّةٍ أَنبَتَتْ سَبْعَ سَنَابِلَ فِي كُلِّ سُنبُلَةٍ مِّائَةُ حَبَّةٍ

ดังอุปมัยเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งที่งอกขึ้นเป็นเจ็ดรวง ซึ่งในแต่ละรวงนั้นมีร้อยเมล็ด (๒/๒๖๐)

ท่านอิมามอะลี (อ.) อธิบายโองการดังกล่าวว่า เป็นคุณลักษณะหนึ่งของมะฮฺดียฺ เนื่องจากมะฮฺดียฺคือผู้บังคับบัญชาวิลายะฮฺคนสุดท้าย ซึ่งเขาจะส่งสาส์นถึงตัวแทนทุกคนโดยกำชับว่า พวกเจ้าทั้งหลายต้องแสดงความยุติธรรมต่อประชาชนอย่างเต็มร้อย ท่านอิมามได้กล่าวต่ออีกว่า และหลังจากนั้นความชั่วทั้งหลายจะหมดไปจากโลกนี้ ซึ่งความจำเริญและความดีงามทั้งหลายจะแทนที่ การนำมาซึ่งความดี ๑ ทะนานจะมีคุณค่าเท่ากับ ๗๐๐ ทะนานและนี้คือความหมายของโองการ [ ๖]

آمَنَ الرَّسُولُ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْهِ مِن رَّبِّهِ وَالْمُؤْمِنُونَ كُلٌّ آمَنَ بِاللّهِ وَمَلآئِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ

เราะซูลศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านจากพระพระผู้อภิบาลของท่าน และมุมินทั้งหลายก็ศรัทธา ทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และมลาอิกะฮฺของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาเราะซูลของพระองค์ (๒/๒๘๕)

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย (มุอฺมินูน) ในโองการหมายถึงบรรดาอะอิมมะฮฺ (อ.) ได้มีรายงานฮะดีซจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า คืนที่ฉันขึ้นมิอฺรอจญฺทางด้านขวามือของอรัช (บัลลังก์) ฉันเห็นอะลี ฟาฏิมะฮฺ ฮะซัน ฮุซัยนฺ อะลี บิน ฮุซัยนฺ มุฮัมมัด บิน อะลี ญะอฺฟัร บิน มุฮัมมัด มูซา บิน ญะอฺฟัร อะลี บิน มูซา มุฮัมมัด บิน อะลี อะลี บิน มุฮัมมัด ฮะซัน บิน อะลี และ มะฮฺดียฺ บิน ฮะซัน เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่กำลังส่องแสง ทั้งหมดอยู่ในท่ายืน และกำลังมกมุ่นนมาซกันอย่างเข็มแข็ง มะฮฺดีฺท่ามกลางพวกเขาเปรียบเสมือนกิ่งของต้นไม้

อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสว่า โอ้มุฮัมมัดบุคคลพวกนี้คือข้อพิสูจน์ของฉันบนหน้าแผ่นดิน และนี้คือมะฮฺดียฺผู้ยืนหยัดในหมู่ประชาชาติซึ่งเป็นทายาทของเจ้า ฉันขอสาบานด้วยความสูงส่งของฉันว่าเขาคือ ข้อพิสูจน์ที่เป็นวาญิบสำหรับหมู่มวลมิตร (เอาลิยาอฺ) ของฉัน และเป็นผู้ทวงหนี้ศัตรูแทนฉัน [ ๗]


[ ๑] ยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ หน้า ๔๔๓ , ฆอยะตุลมะรอม หน้า ๗๑๙ , บิฮารุลอันวาร เล่ม ๕๑ หน้า ๙๒

[ ๒] ฆมยะตุลมรอม หน้า ๒๒๔

[ ๓] อัล มะฮฺดียฺ ฟิล กุรอาน หน้า ๑๓ คัดลอกมาจาก ยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ หน้า ๕๐๗, ตัฟซีร อัลบุรฮาน เล่ม ๑ หน้า ๑๔๗

[ ๔] อิซบาตุลมะฮฺดียฺ เล่ม ๗ หน้า ๙๓, ตัฟซีร อัล บุรฮาน เล่ม ๑ หน้า ๑๕๖

[ ๕] ยะนาบีอุลมะวัดดะฮฺ, อิซบาตุลฮุดา เล่ม ๗ หน้า ๙๕, ฆอยะตุลมะรอม หน้า ๒๒๐, ตัฟซีรอัล บุรฮาน เล่ม ๑ หน้า ๑๖๒, กล่าวถึงอัซฮาบของอิมามมะฮฺดียฺ (อ.)

[ ๖] มะฮฺดียฺ ฟิล กุรอาน หน้า ๑๕ , ตัฟซีรอัล-บุรฮาน เล่ม ๑ หน้า ๒๕๓,

[ ๗] ฟะรออิดุลซุมฏัยนฺ เล่ม ๒ หน้า ๓๒